วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โรคมะเร็ง




#โรคมะเร็ง
คนตายด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับ 1 ของโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย แม้กระทั่งแพทย์เองหากเป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่ก็ตายเหมือนกัน แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่า ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ทั่วไป ไม่ได้ฉุกคิดว่า แพทย์เองนั้นเมื่อเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่ก็ยังเอาตัวเองไม่รอด แก้ปัญหาตัวเองยังไม่ได้ ตายด้วยมะเร็งเช่นเดียวกับประชาชน แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไปรักษากับคนที่เมื่อเขาเป็นมะเร็งแล้ว เขาก็ยังรักษาตัวเองไม่หาย

#สาเหตุที่แพทย์แผนปัจจุบันหรือผู้ป่วยมะเร็งไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้ เพราะว่ายังไม่รู้จักโรคนี้อย่างถ่องแท้ จึงทำให้ไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากมีความใจกว้างที่จะศึกษาเรียนรู้ข้อมูลข้อคิดเห็นจากศาสตร์อื่นเพิ่มเติมก็จะเข้าใจมะเร็งได้ชัดขึ้น

#มะเร็งเกิดได้อย่างไร ตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ

(บุญนิยม) เชื่อว่า มะเร็งเกิดจากความไม่สมดุล และยุคนี้ส่วนใหญ่ เป็นความไม่สมดุลแบบร้อนเกินด้วย ต้นเหตุ ๙ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดทุกโรค รวมถึงมะเร็งด้วย ได้แก่
1. มีความเครียด
2. กินอาหารไม่ถูกหลัก
3. กายบริหารไม่ถูกต้อง
4. รับแต่มลพิษ
5. แก้พิษไม่เป็น สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอิเลคทรอนิคส์ เกินความสมดุล

#สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดสภาวะร้อนเกินในร่างกายเมื่่อมีความร้อนเกิดขึ้นก็มีกลไกลอยู่ตัวหนึ่ง คือ เมื่อมีความร้อนอยู่มาก ๆ ก็จะมีการเผาเนื้อเยื่อให้แข็ง แข็งคล้าย ๆ กับเนื้อที่เราเอาไปต้ม หรือเอาไปย่าง เนื้อต่าง ๆ เมื่อโดยความร้อนจะมีความแข็งขึ้น จากเนื้อนิ่ม ๆ เมื่อโดนความร้อนก็จะแข็งขึ้้น โดยสัจจะเมื่อมันแข็งขึ้น เมื่อมันเผาถึงรอบหนึ่งเลือดลมก็จะไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงเซลล์ไม่ได้ อาหารเข้าไม่ได้ ของเสียออกไม่ได้เซลล์ตัวนั้นก็จะแข็งแล้วก็ตาย พอเซลล์จะเริ่มเสื่อมแล้วก็ตายก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้

#เพราะเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ เมื่อไหลเวียนไม่ได้ร่างกายก็จะมีกลไกผลิตเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนพอผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่ความร้อนก็ยังอยู่เหมือนเก่า ในเมื่อความร้อนยังอยู่เหมือนเดิมเซลล์ที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ๆ ยังไม่ทันแข็งแรงดีก็จะถูกเผาให้แข็งอีก และถูกแปะไว้อีก ด้วยความร้อนที่มีอยู่พอถูกเผาก็แข็งแปะไว้อีกร่างกายก็จะผลิตเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก อยู่อย่างนี้ก็ทำให้เนื้อเยื้อตรงจุดเดิมมีการงอกออกมาเรื่อย ๆ โตขึ้น ๆ จึงกลายเป็นเนื้องอก

#แต่ถ้ามันงอกไม่หยุดงอกอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นมะเร็ง หรือใครที่กินอาหารร้อน ๆ แต่ร่างกายทำการขับความร้อนออกไปไม่หมดความร้อนนั้นก็จะไปกองกันนานเข้า ๆ ก็จะกลายเป็นมะเร็ง ของผัดของทอดจะเป็นอาหารที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ดีมากทีเดียว คนที่ไม่มีความสมดุลในร่างกายมีแต่การซับพิษเข้าร่างกายตลอดเวลาก็จะทำให้มีก้อนตามที่ต่าง ๆ ตามร่างกาย แต่ถ้าเราไม่เครียด ไม่เร่งผลมากจนเกินไปและเร่งภาคเพียรปฏิบัติ การหายก็จะเร็วขึ้น ก้อนต่าง ๆ

#เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย 2 ปัจจัย คือ
1. ธาตุอาหารที่ร่างกายไม่รับแล้วร่างกายก็จะทำการขับสิ่งเหล่านี้ไปกองไว้ที่ใดที่หนึ่งทำให้เกิดการเผาให้แข็ง
2. เนื้อเยื่อที่มันแข็งตาย การที่มีไขมันเกินในร่างกายมากจนร่างกายขับไขมันเหล่านั้นไปกองอยู่ในร่างกายที่ใดที่หนึ่งก็จะกลายเป็นก้อนมะเร็งได้

#พ่อท่านเล่าให้ฟังว่าจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย อุตุ พีชะ จิตตะ กรรมมะ ชีวิตมนุษย์นี้ประกอบด้วย 5 ส่วน แต่ส่วนที่เป็นร่างกายนี้มันคือพีชะ โดยธรรมชาติของพืชก็จะรับเอาสารที่มันต้องการเท่านั้นส่วนสารที่มันไม่ต้องการก็จะไม่เอา หากเราใส่สิ่งที่มันต้องการเข้าไปมันก็จะรับแล้วดูดเข้าไป แต่สารบางอย่างที่ มันไม่ต้องการก็จะไม่ดูดไม่รับเข้าไป

#ซึ่งสิ่งที่มันไม่ต้องการก็จะค้างเอาไว้และขับออก ๆ ไปกองเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง เมื่อมีมากขึ้นก็ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวกและไป

เบียดเนื้อเยื่อ ก็เลยทำให้เนื้อเยื้อนั้นตาย ทำให้ร่างกายผลิตเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทน เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ การที่เรามีธาตุอาหารที่ร่างกายไม่รับมีมากจนเกินไปแล้วกองรวมกันไม่สามารถถ่ายเทออกได้ และ เนื้อเยื้อที่มันแข็งตาย ที่ถูกเผาตายอยู่เรื่อย ๆ กองรวมกัน นาน ๆ เข้าก็จะทำให้กลายเป็นมะเร็

#ส่วนมะเร็งอีกแบบหนึ่ง คือร่างกายร้อนมากแล้วร่างกายไม่สามารถผลิตเนื้อเยื้อขึ้นมาแทนได้ความร้อนนั้นได้เผาเนื้อเยื้อนั้นให้เปื่อยจนเน่าไปเรื่อย ๆ จนเหม็น
#มะเร็งอีกแบบหนึ่งคือ ความร้อนได้เผาเนื้อเยื่อนั้นให้ผิดรูปไปก็จะเป็นมะเร็งอีกแบบหนึ่ง

#แต่การแก้ก็เหมือนกันทั้งสิ้นนั้นก็คือการที่ต้องถอนพิษร้อนนั้นออก ด้วยยา 9 เม็ดตามแบบแพทย์วิถีพุทธ หากเราถอนพิษร้อนด้วยยา 9 เม็ด อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า เช่น เรากินน้ำคลอโรฟิลด์ หรือการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น อะไรต่าง ๆ แต่หลักการใหญ่ที่เรารู้ก็คือร่างกายมีความร้อนมากเกินไป

#เราก็ใส่ความเย็นเข้าไปเพื่อที่จะไปลดความร้อนลงสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือร่างกายเย็นลงเช่นหากเรากินน้ำคลอโรฟิลด์เข้าไปความเย็นก็จะเคลื่อนเข้าไปที่เซลล์ความร้อนก็จะเคลื่อนออกมาตามหลักการเคลื่อนของพลังงาน ทำให้เซลล์เย็นลงมันจะเกิดผลอยู่ 3 เรื่อง คือ   1) เซลล์เย็นลง 

2) เซลล์จะอ่อนตัวจากเซลล์ที่แข็งมันจะอ่อนตัวลงเป็นไปตามสัจจะของมัน เช่น หากเราทำงานมาก ๆ กล้ามเนื้อก็จะร้อนแข็งแกร่งค้างร้อน หรือหากเรามีความเครียดมาก ๆ จะเห็นได้ว่าบริเวณบ่า และคอ มีความแข็งก็เพราะความร้อนเผานั้นเอง

#แต่พอเราผ่อนคลายไม่เครียดความตึงแข็งต่าง ๆ ก็จะลดลง คลายตัวลง

 3) เม็ดเลือดขาวจะแข็งแรงขี้นเพราะว่าเม็ดเลือดขาวนั้นไม่ถูกความร้อนเผาก็จะแข็งแรงขึ้น เมือใดที่เม็ดเลือดขาวแข็งแรงมันก็จะไปโอบสลายเซลล์มะเร็งซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเม็ดเลือกขาวในการสลายเชื้อโรค สลายเซลล์มะเร็ง อยู่แล้วที่จะทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย โดยขบวนการฟาโตซีส เม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่าแมคโครฟาด

#โดยการเข้าไปโอบเซลล์มะเร็งแล้วหลั่งสารทำลายเซลล์มะเร็งออกมาแล้วส่งเซลล์เหล่านั้นโดยแปรสภาพเป็น ขอเสียต่าง ๆ เช่นเป็นน้ำเมือก เป็นน้ำเหลือง เป็นขี้ไคล เป็นอุจจาระ เป็นปัสสาวะ ขี้หู ขี้ตา     ขี้จมูก ขี้ปาก ทุก ๆ อย่าง ในร่างกาย ทางระบายพิษปกติของร่างกาย จะระบายสารพัดทิศทางที่สามารถระบายได้ พอพิษสามารถระบายออกได้เซลล์มะเร็งก็จะเล็กลง ๆ สุดท้ายมะเร็งก็หายไปในที่สุ

#เราจึงพบคนไข้มากมายที่มารักษาในแบบนี้พบว่าเนื้อที่เป็น        ก้อนแข็ง ๆ จะอ่อนตัวลง ยุบตัวลงเล็กลงจากก้อนแข็ง ๆ มันอ่อนตัวลง มันยุบลงเราเจอคนไข้จำนวนมากที่ปฏิบัติตัวแล้วเกิดผลทีดีขึ้น ภายในระยะเวลา 5 วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้จึงทำให้เราพบว่ามะเร็งสามารถทำให้หายได้หากคุณทำได้ถูกต้อง
 

#บางท่านอาจสงสัยว่าก่อนที่จะมารักษาเหตุใดเม็ดเลือดขาวถึงไม่ไปกินเซลล์มะเร็ง ก็จะมีเหตุผลอยู่ 3 เรื่อง                                              1) ร่างกายร้อน 
2) เนื้อเยื้อมีความแข็งมากเกินไป 
3) ตัวเม็ดเลือดขาวเองก็ไม่แข็งแรงพอที่จะทำการโอบสลายเซลล์มะเร็งเพราะโดนความร้อนเผาอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ไม่มีกำลังพอที่สลายอะไรได้

#ส่วนจะเร็วจะช้าก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ๆ หากปฏิบัติได้ดีมากก็จะหายเร็วมาก มากปฏิบัติได้เท่าไหร่ก็จะหายเร็วเท่านั้น โดยปกติหมอแผนปัจจุบันไม่รู้วิธีที่จะทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง โดยที่หมอแผนปัจจุบันก็ทราบว่าเม็ดเลือดขาวเป็นตัวกินเซลล์มะเร็ง แต่แพทย์แผนพุทธรู้วิธีนี้ จึงทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งได้

#การแก้ไขโรคมะเร็งตามแนวทางของแพทย์แผนปัจจุบันคือการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด

# การผ่าตัดคือการผ่าตัดเอาเนื้อส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป แต่ก้อนมะเร็งไม่ได้เป็นตนเหตุของมะเร็ง แต่ต้นเหตุของมะเร็งนั้นคือพฤติกรรมการก่อมะเร็ง เพราะฉะนั้นหากมีการตัดเนื้อส่วนที่เป็นมะเร็งออกมะเร็งก็จะกลับมาโดยค่าเฉลี่ยภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากที่คุณตัดเนื้อส่วนนั้นไป นี้คือค่าเฉลี่ยนของหมอแผนปัจจุบันที่มีการเก็บข้อมูลกันมา แต่ปัจจุบันนี้มะเร็งจะกลับมาเร็วกว่า 5 ปี ด้วยซ้ำไป เมื่อตัดออกไปแล้วหมอมักจะให้คนไข้กินอาหารบำรุงร่างกายมาก ๆ ซึ่งนี้ก็ยิ่งทำให้มะเร็งกลับมาเร็วขึ้นไปอีก

#- การฉายแสง เขาจะตีกรอบและฉายแสงลงไป โดยใช้แสงกัมมันตภาพรังสี กัมมันตภาพรังสีส่วยใหญ่จะใช้ในการทำระเบิดปรมาณู แต่มีการนำแสงชนิดนี้มาฆ่าเซลล์มะเร็งเมื่อมีการฉายแสงลงไปเซลล์มะเร็วก็จะตายอย่างแน่นอนแต่พลังงานความร้อนมันไม่ได้อยู่กับที่โดยหลักปฏิบัติพลังงานความร้อนจะกระจายไปทั่วโดยคนไข้จะมีอาการออกร้อนไปทั้งตัว ปากเปื่อย ปากพอง ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ผมร่วง ดำไปทั้งตัว ไหม้ไปทั้งตัว

#นั้นแปลว่าความร้อนได้ขยายไปทั่งทั้งร่ายกาย แต่แพทย์พยายามบอกกับคนไข้ความมีการตีกรอบในการฉายแสงเอาไว้แล้ว ซึ่งนั้นไม่เป็นความจริงเลยโดยแพทย์และพยาบาลเองเมื่อเตรียมตัวจะฉายแสงก็จะหาที่หลบเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนแสงนั้น ๆ หากแสงนั้นไม่กระจายจริงอย่างที่แพทย์บอกทำไมทั้งแพทย์และพยาบาลไม่ยืนอยู่เป็น     เพื่่อนคนไข้ด้วยกัน

#เพราะแพทย์เองก็ทราบว่าแสงนั้นไม่อยู่กับที่มันจะกระจายไปทั่วบริเวณ และกระจายไปทั่วตัวคนไข้ด้วยเช่นกัน ในศูนย์มะเร็งจะเต็มไปด้วยแสงที่เป็นอันตราย แม้กระทั้งเจ้าหน้าที่ศูนย์มะเร็งเองก็ป่วยเยอะมากป่วยด้วยโรคที่มีมีสภาวะร้อนเกินเช่น ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ความดัน มะเร็ง หรือไทรอยเป็นพิษ เป็นต้น

#- การทำเคมีบำบัด คือ การฉีดสารพิษเข้าไป ซึ่งสารพิษนั้นมีฤทธิ์ร้อน ซึ่งมีฤทธิ์ร้อนมากขนาดทำให้เส้นเลือดไหม้จนดำ ออกร้อนตามเนื้อตัว บางคนออกอาการปากเปื่อย ปากผอม ผมร่วง คลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว ดำไหม้ไปทั้งตัว สารพัดที่จะทรมาน ทุรนทุราย เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเช่นนั้น มันร้อนมากเพราะเขาหมายต้องการฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย ใช้ความร้อนมากขนาดนี้ โดยมีการออกกฎ ระเบียบมาว่า ห้ามให้คนผสมยานั้น เป็นผู้ฉีดยา ต้องแบ่งกันทำงาน

#โดยมีคนหนึ่งผสมยา และมีอีกคนหนึ่งเป็นผู้ฉีดยา เพื่อว่าจะได้มีการกระจายพิษกันออกไป คนละเล็กคนละน้อย แต่คนที่ได้รับพิษมากที่สุดก็คือคนที่โดนฉีดยา โดยแพทย์หมายที่จะนำความร้อนนั้นไปฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย แต่คุณคิดหรือไม่ว่า พลังงานหรือยาที่เข้าไปจะ  เข้าไปฆ่าแต่เฉพาะเซลล์มะเร็งอย่างเดียว ความจริงก็คือ มันเข้าไปทำลายทุกเซลล์ด้วย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว

#เซลล์เม็ดเลือดขาวจะลดลงมากมาย ตายเกือบหมด และจะเกิดอะไรขึ้นสำหรับคนที่ฉายแสงและทำเคมีบำบัด แสงและเคมีบำบัดมันร้อนมากร้อนขนาดอย่างที่ว่าสามารถทำให้คนตายได้ บางครั้งการฉีดยาครั้งเดียวก็สามารถทำให้คนตายได้ในบางคน หรือร้อนขนาดที่นำมาทำระเบิดฆ่าคนให้ตายได้หลายล้านคนในเวลาเดียวแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ จะเกิดมะเร็งใหม่ที่ร้ายกว่าเกิดในอีกไม่นาน

#หลังจากที่คุณฉายแสงและเคมีบำบัดเพราะว่าพิษร้อนที่ใส่เข้าไปใหม่นั้น ที่หมายจะฆ่าเซลล์มะเร็งนั้นให้ตายเป็นพิษร้อนที่ดุร้ายยิ่งกว่าพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งเสียอีก ร้ายกว่าเดิมหลายหมื่นเท่าก็ว่าได้ เพราะว่าการกินอาหารเป็นพิษนั้นไม่ได้ทำให้ตายในทันที แต่การโดยเคมีนั้นสามารถทำให้ตายได้ในทันที เพราะฉะนั้นมะเร็งที่จะเกิดขึ้นใหม่ก็จะร้ายกว่าเกิดเพราะพิษที่ใส่เข้าไปนั้นร้ายกว่าเกิดหลายเท่าตัว

#และอีกอย่างหนึ่งพิษเก่าที่่มีอยู่ก็ไม่ได้มีการแก้ไข หนำซ้ำยังมีการเพิ่มพิษใหม่เข้าไปอีก และพฤติกรรมก็มีการทำอยู่เหมือนเก่า ทำให้มีการเกิดพิษขึ้นเป็น 2 เท่า ถามว่าทำไมถึงเกิดมะเร็งใหม่ ก็เพราะว่า    1) ต้นเหตุที่ทำให้เกิดมันร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม

2) เม็ดเลือดขาวมันถูกฆ่าจากการทำเคมีบำบัดและฉายแสง ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่กินชื้อโรคในร่างกาย กินเซลล์มะเร็ง

#คุณต้องการรักษามะเร็งแต่ตัวคุณกลับไมฆ่าสิ่งที่รักษาตัวที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง แล้ว จะถือเป็นการรักษาได้อย่างไร แม้กระทั่งตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ การผ่าตัดยังพอรับได้เพราะไม่มีการใส่พิษเพิ่มเข้าไปในร่างกาย

3) ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในต่างกายตายไปด้วย เพราะการฉีดยาเข้าไปได้มีการทำลายเซลล์ในร่างการเพิ่มขึ้น

#เมื่อเซลล์หลายส่วนในร่างกายตายลงไป ธรรมชาติของเซลล์ ร่างกายมนุษย์เวลามันตายไปก็จะมีเม็ดเลือดขาวคอยทำลายเซลล์ที่ตาย เพราะฉะนั้นร่างกายมนุษย์ทุกคนนั้นมีเซลล์มะเร็งอยู่แล้ว เซลล์ของคนเรานั้นผิดปรกติอยู่ตลอดเวลา หากคนเรามีเม็ดเลือดขาวที่ไม่แข็งแรงแล้วไซร้มะเร็งก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

#แต่ในกรณีนี้มันต่างกันเพราะเซลล์ได้มีการถูกทำลายโดยเคมี เมื่อเซลล์หลายส่วนในร่างกายตายลงก็ไม่มีเม็ดเลือดขาวไปกินมะเร็ง มะเร็งใหม่ที่เกิดจากการเผาของเคมีที่ผิดรูปกว่าเดิมเม็ดเลือดขาวก็มีมีปัญญาไปกินก็เลยทำให้มะเร็งแบบเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วก็ยังคงอยู่ที่เพิ่มมะเร็งใหม่ ขึ้นมาอีก ทำให้รักษายากที่สุด หรือไม่สามารถรักษาได้อีกเล

การพิจารณาการผ่าตัดกรณีมีเนื้องอกหรือเนื้อร้ายในร่างกาย
1. ตัดเพื่อลดความปวด ความทุกข์ทรมานที่มีมาก
2. ตัดเพื่อช่วยบรรเทาอาการเช่น ลำไส้อุดตันมากถ่ายไม่ได้
3. ตัดเนื่องจากเกิดอวัยวะสำคัญอาจเกิดอันตราย เช่นเนื้องอกในสมอง 


ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา:  
เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2 คำตอบที่61 โรคมะเร็ง
 เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ ๒ คำถามที่ 71

***************************************
แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการศึกษา (คลิ๊กดูตามรายการด้านล่าง)
ข้อมูลแพทย์วิถีธรรม เทคนิคการดูแลสุขภาพ 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด)
ที่มาของยา 9 เม็ดคืออะไร 
สาเหตุของการเกิดโรคตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 
บรรยายวิเคราะห์โรคมะเร็ง ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
แชร์ประสบการณ์ จาก นพ.ชัยพร กันกา อดีต ผอ.ศูนย์โรคมะเร็ง จ.ลพบุรี 
แนะนำอาหารปรับสมดุล 

แชร์ประสบการณ์มะเร็ง


แชร์ประสบการณ์มะเร็งลำไส้
แชร์ประสบการณ์มะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย กรณีศึกษาที่ 1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ กรณีศึกษาที่ 2

แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม กรณีศึกษาที่ 1 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม กรณีศึกษาที่ 2 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม กรณีศึกษาที่ 3 
 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งปากมดลูก

แชร์ประสบการณ์มะเร็งมดลูก กรณีศึกษาที่ 1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม กรณีศึกษาที่ 2 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ระยะที่ 3 กรณีศึกษาที่ 3 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งปากมดลูก กรณีศึกษาที่ 3 


แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อลูกหมาก
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมลูกหมาก กรณีศึกษาที่1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ 4 กรณีศึกษาที่ 2 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง กรณีศึกษาที่ 1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้น 3 กรณีศึกษาที่ 2  
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะ 4 กรณีศึกษาที่ 3
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง กรณีศึกษาที่ 4 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง กรณีศึกษาที่ 5 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งปาก
แชร์ประสบการณ์มะเร็งปาก กรณีศึกษาที่ 1

 แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
 แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ กรณีศึกษาที่ 1

แชร์ประสบการณ์มะเร็งถุงน้ำดี
แชร์ประสบการณ์มะเร็งถุงน้ำดี กรณีศึกษาที่ 1 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระดูกเชิงกราน
แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระดูกเชิงกราน กรณีศึกษาที่ 1


โรคหัวใจขาดเลือด




#หัวใจขาดเลือด
เกิดจากความร้อนในปริมาณที่มากเผาน้ำในเลือดให้แห้งทำให้เลือดข้น และเส้นเลือดเกิดการตีบตันไม่มีน้ำไปขยายเส้นเลือด พอเลือดข้น เลือดก็ไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ จึงทำให้หัวใจขาดเลือด เกิดการเจ็บหัวใจแปล๊บปล๊าบ ๆ หากเป็นมาก ๆ ก็จะมีอาการร้าวไปที่แขนการแก้ก็ไม่ยากเพราะ

#ต้นเหตุเกิดจากการที่เรามีร่างกายร้อน พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ว่า หากอยากดับทุกข์ให้ดับที่เหตุ ในอริยะสัจ 4 บอกไว้ หากอยากดับทุกข์ก็ให้ดับที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ ในเมื่ออยากพ้นทุกข์ก็ต้องดับทุกข์ อยากดับทุกข์ได้ถาวรก็ให้ดับที่เหตุหากรู้ว่าทุกข์อยู่ที่ร้อนก็ให้ใส่เย็นเข้าไปความเย็นก็เข้าไปละลายลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดโตขึ้น

#พอหลอดเลือดโตขึ้นเลือดก็สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ ก็ทำให้หัวใจแข็งแรงเราก็จะหายจากโรคหัวใจขาดเลือด รวมไปถึงสมองขาดเลือดด้วยพวกที่สมองขาดเลือดเจอลิ่มเลือดที่นั้นที่นี่ก็ให้ใส่ความเย็นเข้าไปความเย็นก็จะไปละลายลิ่มเลือดได้เอง แต่หากกินยาสลายลิ่มเลือดจะไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรกินยาสลายลิ่มเลือด

#เพราะยาสลายลิ่มเลือดเป็นยาที่มีฤทธิ์ร้อนสังเกตได้จากการที่มีผลข้างเคียงเช่น มีผื่นขึ้น คลื่นไส้อาเจียนเลือดออกตามที่ต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นอาการร้อนเกินทั้งสิ้น ยาสลายลิ่มเลือดจะใช้ได้ผลดีที่เมืองหนาวอันเกิดจากอากาศหนาวมาก ๆ จะทำให้เลือดในร่างกายแข็ง

#เพราะฉะนั้นยาที่มีความร้อนจะสามรถสลายลิ่มเลือดได้แต่หากน้ำมาใช้ที่เมืองร้อนก็จะทำให้ร่างกายยิ่งร้อนเข้าไปอีกจึงไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ แต่หากมาทำรักษาตามแบบ แพทย์วิถีพุทธได้มีการรักษาโรคที่ตรงจุดจึงทำให้โรคต่าง ๆ หายได้ เบากายมีกำลัง

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา: เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2 คำตอบที่ 62 หัวใจขาดเลือด

******************************* 

โรคหัวใจโต




#โรคหัวใจโต
เกิดจากภาวะร้อนเกินเป็นหลักใหญ่ ร่างกายที่ใดหากมีความร้อนมาก และมีการระบายพิษไปที่หัวใจ แต่เมื่อพิษที่ส่งไปมีปริมาณที่มากจนเกินกว่าที่หัวใจจะสามารถระบายพิษออกไปได้หมดความร้อนนั้นก็จะเผาหัวใจให้ร้อนพอหัวใจร้อน ร่างกายก็จะมีกลไกช่วยหัวใจโดยร่างกายก็จะส่งน้ำไปดับไ

#เมื่อมีน้ำไปมาก ๆ ก็ทำให้หัวใจมีอาการบวมและโต พอบวมโตหัวใจก็จะโตทำให้เผาประสาทแต่เนื่องจากร่างกายรอนมาก ไม่มีน้ำส่งไปก็มีการส่งเลือดเข้าไป ส่งเม็ดเลือดขาวเข้าไป ส่งน้ำเหลืองเข้าไปแทน

#ทำให้มีอาการปวดบวมและแดง จึงทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดงและร้อน เมื่อเป็นมาก ๆ เข้าก็จะทำให้ติดเชื้อซ้ำเข้าไปอีก เพราะว่าเชื่อโรคเร่งขยายตัวจากอาการอักเสบธรรมดาก็เป็นการอักเสบแบบติดเชื้อ

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา:เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2

*************************************** 

 

โรคลิ้นหัวใจรั่ว



#โรคลิ้นหัวใจรั่ว
เหตุเกิดจากความร้อนเผาลิ้น
หัวใจจนผิดรูป จึงทำให้หัวใจรั่วหรือเผาจนทำให้หัวใจเกิดการบีบตัวเผื่อต้องการเผาพิษร้อนนั้นออกเมื่อมีการบีบตัวมาก ๆ ก็ทำให้เกิดความล้าและผิดรูปไปได้ในที่สุด มีคนไข้บางรายที่มารักษาแพทย์แผนปัจจุบันมีการนัดผ่าตัดหัวใจ แต่เพื่อคนไข้มาถึงที่นี้เราก็มีการพาคนไข้แก้ไขลมปราณ ถอนพิษร้อน

#พอคนไข้สามารถถอนพิษร้อนได คนไข้เองก็รู้สึกสดชื่นขึ้น
ตั้งแต่วันแรกที่มา พอถึงวันสุดท้ายคนไข้กลับบ้านไป 2 อาทิตย์ พอเข้าไปตรวจกับแพทย์แผนปัจจุบัน ผลการตรวจออกมาปรากฏว่าหัวใจเป็นปรกติดี ไม่ต้องผ่าตัดแล้วนี้

#แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขลมปราณทั้ง 6 เส้นนี้มีประสิทธิภาพมาก หากมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจก็
ให้เน้นเส้นหัวใจ กับเส้นปอดเป็นหลัก หากเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจให้แก้เส้นที่แขนทั้ง6 เส้นให้ดี ๆ ก็จะสามารถช่วยได้มากคนไข้ก็จะสามารถฟื้นได้เร็วโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัวแต่เป็นการผ่าด้วยลมปราณ

#การผ่าตัวหัวใจจะมีการผ่าใ
นกรณีที่เป็นโรคหัวใจที่มากเกินจนไม่สามารถรักษาตามแนวแพทย์วิถีพุทธได้ หรือไม่สามารถรักษาตามแนวธรรมชาติบำบัดได้ โดยมีการพยายามทำเต็มที่แล้วแต่ร่างกายก็ไม่ดีขึ้นได้ ก็อาจจำเป็นจะต้องมีการผ่าตัดตามแนวแพทย์แผนปัจจุบัน

#แต่มีตัวที่ชี้วัดว่าหัวใจสามารถฟื้นได้หรือไม่ก็คือ ให้ดูที่พลังชีวิตของคนไข้เ
องว่าตนเองมีพลังชีวิตดีหรือไม่ มีความสบายเบากายและมีกำลังหรือไม่แต่ในทางตรงกันข้ามหากเราทำทุกอย่างตามยา 9 เม็ด แล้ว

#แต่ร่างกายก็ไม่ดีขึ้นก็ให้คนไข้สามารถตัดสินใจ หรือ ทำตามใจของตนเองได้เลย หากมีความสมควรเราก็ไม่มีกา
รตีทิ้งแพทย์แผนปัจจุบันเสียทีเดียว แต่บางอย่างหากเราสามารถพึ่งตนเองได้ เราก็ควรจะทำก่อน

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิ
ถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา : เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2

**************************************
ศึกษาข้อมูลแพทย์วิถีธรรม เพิ่มเติมได้ที่ 
www.morkeaw.net

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ความดันโลหิตสูง



#โรคความดันโลหิตสูง
เกิดจากร่างกายร้อนมาก ๆ แล้วพิษร้อนนั้นยังฝังอยู่ในกระแสเลือด เมื่อพิษร้อนนั้นฝังอยู่ในกระแสเลือดมาก ทำให้ระบบประสาทสั่งงานให้หัวใจบีบตัวเพื่อที่จะเอาพิษร้อนนั้นออกไปจากร่างกาย พอมีการบีบตัวแรง ๆ ก็ทำให้พิษร้อนนั้นกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและพิษร้อนกระจายไปทั่วเซลล์ พอพิษจะออกก็จะมีการระบายออกไปที่ผิวหนัง ที่ไต ที่ตับ ทุกที่ของร่างกายที่จะสามารถ ระบายออกได้ พอมีการบีบตัวแรง ๆ เข้า ความดันก็ขึ้นพอความดันขึ้นมาก ๆ ก็จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตกตาย

#หมอแผนปัจจุบันก็จะแก้ด้วยการให้กินยากดประสาทเอาไว้เพื่อไม่ให้สมองไม่สามารถงานให้หัวใจบีบพิษร้อนออกได้ แต่พิษร้อนก็ยังอยู่ในร่างกายเหมือนเก่า พอนานเข้า ๆ ก็จะเกิดอาการดื้อยา แพทย์ก็จะให้ยาตัวใหม่ที่แรงขึ้นกว่าเก่าเพื่อไม่ให้หัวใจบีบพิษร้อนออก การแก้เมื่อไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ ความร้อนก็เพิ่มขึ้น ๆ

#ร่างกายรับรู้ว่าหากไม่ดันพิษร้อนนี้ออกจะเป็นอันตราย ทำให้เกิดการต่อต้านต่อยานั้นอีก ก็เกิดการดื้อยาชนิดใหม่ที่แรงกว่าเดิมอีก เป็นอยู่อย่างนี้ สุดท้ายก็ทำให้เส้นเลือดในสมองแตกตาย พิษร้อนที่อยู่ทั่วร่างกายได้เผาร่างกายทำให้ทุกส่วนในร่างกายเกิดความเสื่อมโทรม

ึ้นเพราะว่ากินยาความดับไปกดไว้ และยาที่กินเข้าไปนี้ก็จะเป็นพิษต่อตับ ไต และตัวยาเองก็เป็นพิษอยู่แล้วที่ไปกดสมองไว้ทำให้สมอง เสื่อม กดหัวใจ หัวใจก็เสื่อม

#เมื่อยาเขาไปในอวัยวะใดก็ทำให้อวัยวะนั้นเสื่อม เผาทำลายทุกอวัยวะให้เสื่อม ให้แย่ คนไข้ที่เป็นความดันโลหิตสูงจะมีการระบายพิษออกที่ไตมากที่สุด สังเกตได้จาก ปัจสาวะจะร้อนมาก นั้นคือความร้อนได้ระบายออกทางไตมาก และยาก็ระบายออกที่ไต เมื่อทุกอย่างระบายออกไปที่ไตสุดท้ายคนไข้ความดันโลหิตสูงก็จะไตวาย ในที่สุด แต่หากไตไม่วายเส้นเลือดในสมองก็จะแตก หรือร้ายกว่านั้นก็จะเป็นมะเร็งในที่สุด เพราะมะเร็งจะมีจุดเริ่มจากที่ร่างกายมีความร้อนสะสม นั่นเอง


#แพทย์วิถีพุทธจะแก้ด้วยการใส่ความเย็นเข้าไปเพื่อลดความร้อนในร่างกายโดยการปฏิบัติตัวตามหลักยา 9 เม็ด นั้นเอง เมื่อมีการถอนพิษร้อนออก ความร้อนเมื่ออยู่ในระดับที่่พอดีสมองก็จะผ่อนคลาย หัวใจก็จะบีบตัวตามปรกติ ความดันก็จะเป็นปรกติ หากความดันเพิ่มสูงขึ้นจะทำให้สมองเสื่อมลงได้ เพราะว่าความดันที่เพิ่มขึ้นทุก 1 มิลลิเมตรคือความเสื่อมของสมอง ระบบประสาท และหลอดเลือด

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา:  
เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ ๒ คำตอบที่ ๕๖ โรคความดันโลหิตสูง

***************************************
แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการศึกษา
ข้อมูลแพทย์วิถีธรรม เทคนิคการดูแลสุขภาพ 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) (คลิ๊ก)
ที่มาของยา 9 เม็ดคืออะไร (คลิ๊ก)
สาเหตุของการเกิดโรคตามหลักการแพทย์วิถีธรรม (คลิ๊ก)
ต้นเหตุของโรค และวิเคราะห์โรคความดันโลหิตสูง (คลิ๊ก)

แนะนำอาหารปรับสมดุล (คลิ๊ก)

แชร์ประสบการณ์

แชร์ประสบการณ์โรคความดันโลหิตสูง กรณีศึกษาที่ 1 (คลิ๊ก)

แชร์ประสบการณ์โรคความดันโลหิตสูง กรณีศึกษาที่ 2 (คลิ๊ก)
แชร์ประสบการณ์โรคความดันโลหิตสูง กรณีศึกษาที่ 3 (คลิ๊ก)
แชร์ประสบการณืโรคความดันโลหิตสูง กรณีศึกษาที่ 4 (คลิ๊ก)


ติดตามข้อมูลอื่น ๆ ได้ที่ 
www.morkeaw.net

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โรคความดันต่ำ




#โรคความดันโลหิตต่ำ
ในสมัยก่อนเกิดจากสภาวะเย็นเกินทำให้เส้นเลือดหดตัว และเซลล์ต่าง ๆ จะไม่ค่อยทำงานกระบวนการไหลเวียนของเลือดลมจะไม่ดี ทำให้ความดันจะต่ำแต่ลักษณะความดันต่ำจากเย็นก็ให้ใช้ร้อนเข้าไปแก้ สมุนไพรฤทธิ์ร้อนต่าง ๆ สามารถใช้ได้

#แต่ในยุคนี้ความดันต่ำเกิดจากสภาวะร้อนที่สุดตีกลับไปเป็นเย็น เกิดจากสภาพตีกลับเพราะเมื่อร่างกายร้อนมาก ๆ ถูกเผามาก ๆ ถึงขีดหนึ่งมันจะเผาหัวใจจนล้าจนหมดแรง จึงทำให้ความดันต่ำแต่การต่ำในครั้งนี้หากไปเจอคนที่แก้ไม่เป็นก็จะให้ยาร้อนมากินความร้อนก็จะยิ่งเผาให้หมดแรง ยิ่งเผาให้หมดแรงความดันก็ยิ่งต่ำ

#และในหมอบางคนก็แนะนำให้กินเบียร์ กินไวน์ เพื่อที่จะเพิ่มความดันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของหมอ อาจทำให้ตับเป็นอันตรายได้ แต่วิธีแก้ที่ถูกต้องคือการกินสมุนไพรฤทธิ์เย็นผ่านไฟและมีการถอนพิษร้อน พอพิษร้อนถูกถอนก็ทำให้หัวใจมีกำลังพอหัวใจมีกำลังก็ทำให้มีการบีบตัวในปริมาณที่พอดีเพราะว่าไม่ได้พิษร้อนอื่น ๆ มาทำให้หัวใจล้า ก็ทำให้ความดันปรกติ

#แต่ต้องระวังไว้ว่าการถอนพิษร้อนของโรคนี้ไม่ใช่ใช้ความเย็นอย่างเดียวในการถอนพิษร้อนให้ใช้แบบเย็นผ่านไฟ เพราะว่าเป็นชนิดที่ร้อนได้ตีกลับเป็นเย็น เช่น ใช้น้ำโคโรฟิวส์กดน้ำร้อนใส่แล้วค่อยกิน ให้กินผักสดน้อย ๆ แล้วกินผักลวกให้มาก ก่อนการกินอาหารอื่นให้กินน้ำซุป น้ำแกงจืดก่อนการกินข้าว การบีบน้ำร้อนกินผสมกับน้ำโคโรฟิวส์ ก็จะเป็นความร้อนที่พอดี

#หรือ ในบางรายอาจจะกินสมุนไพรฤทธิ์ร้อนได้เล็กน้อย หากกินแล้วรู้สึกสบาย โดยการแก้ทั้งร้อนทั้งเย็นพร้อมกัน แก้เย็นคือการใส่ความร้อนเข้าไปเพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก

#เมื่อแก้ไปสักระยะหนึ่งก็จะทำให้การกินแบบผ่านไฟจะไม่ค่อยสบายเพราะว่าได้แก้เย็นที่ตีกลับไปแล้วมันก็จะเหลือแต่ร้อนอย่างเดี่ยวก็จะรู้สึกอยากกินผักสดเพราะว่าเมื่อกินผักสดแล้วจะรู้สึกสดชื่นขึ้น ก็แสดงว่าร่างกายได้ปรับได้แล้ว

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา: เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2

*******************************
ศึกษาข้อมูลแพทย์วิถีธรรมเพิ่มเติมได้ที่
www.morkeaw.net 

โรคเบาหวาน



#โรคเบาหวาน

#เกิดจากร้อนเกิน เมื่อร่างกายร้อนมาก ๆ ร่างกายจะไม่ยอมเผาน้ำตาลให้เป็นพลังงานเพราะว่าหากมีการเผาน้ำตาลให้เป็นพลังงานก็จะเป็นการเพิ่มความร้อนให้กับร่างกายเข้าไปอีกเพราะว่า น้ำตาล 1 กรัมจะให้ความร้อน 9 แคลลอรี่ ร่างกายจึงไม่ยอมเผาผลานน้ำตาลให้เป็นพลังงาน เมื่อไม่มีการเผาผลานน้ำตาลทำให้ทำตาลค้างอยู่ในเส้นเลือด

#พอน้ำตาลค้างอยู่ในเส้นเลือดน้ำตาลก็จะหนืดการไหลเวียนของเลือดลมก็จะไม่สะดวกเซลล์เราก็จะตายแล้วจะเกิดการ ช็อค เพราะว่าเมื่อน้ำตาลมาก ๆ น้ำจากเม็ดเลือดของเราจะรั่วออกมาหาน้ำตาลและน้ำตาลก็จะรั่วและเคลื่อนเข้าไปที่เม็ดเลือดพอเกิดการผสมกันทำให้เม็ดเลือดเสียน้ำ เกิดการแตกตายทันที ส่วนประกอบของเลือดแตกตายและช็อคตายทันที

#การรักษาของหมอแผนปัจจุบันก็จะให้ยาเพื่อไปกดน้ำตาลเอาไว้พอกินยาลดน้ำตาลตัวยาจะไปสั่งให้ตับอ่อนหลั่ง อินซูลีน ออกมาเพื่อให้ไปจับน้ำตาลที่เซลล์แล้วเกิดกระบวนการ เคฟไซโค หรือกระบวนการเผาผลานน้ำตาลให้เป็นพลังงาน พอน้ำตาลถูกเผา น้ำตาลก็ลดลง แต่เซลล์ก็จะถูกเผาตายไปด้วยเพราะเดิมที่ร่างกายก็ร้อนอยู่แล้วจนร่างกายไม่ยอมเผาน้ำตาลเพิ่ม

#เพราะฉะนั้นน้ำตาลก็ลดจริงแต่เซลล์จะเสื่อมแทน จึงเป็นได้ว่าหากไม่มีการรักษาที่ต้นเหตุปัญหาก็จะไม่จบ เป็นอันว่าเซลล์เสื่อมแทนร่างกายก็จะเสื่อมแทน ทุกส่วนของร่างกายจะเสื่อมหมดเหมาะมีการเผาผลานความร้อนมากเกินกว่าปรกติ พอร่างกายร้อนได้ที่ในปริมาณหนึ่งร่างกายจะไม่ยอมเผาผลานน้ำตาลต่อให้กินยาก็จะไม่มีการเผาน้ำตาลอีกแล้วเพราะว่าร่างกายร้อนมากแล้ว

#กินยาอย่างไรก็จะเป็นมีการเผาน้ำตาลอีกแล้ว แพทย์ก็จะเปลี่ยนยาตัวใหม่ที่แรงกว่าเดิมให้กันคนไข้ หมุนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ เข้าจะเกิดการดื้อยาในที่สุด คนไข้ก็จะต้องฉีกยาในที่สุด โดยการฉีก อินซูลีน เข้าไปโดยตรงเพื่อเผาผลานน้ำตาล แต่ร่างกายร้อนมากอยู่แล้วทำให้ร่างกายเกิดการต่อต้าน อินซูลีน

#ดังนั้น อินซูลีนที่ฉีดเข้าไปก็ไม่ได้ผลสุดท้ายก็จะมีการเจาะเลือด ตรวจเป็นระยะ ๆ และไตจะวายในที่สุด พอไตวายก็จะมีการล้างไต ฟอกไตเพื่อรอวันตายอย่างเดียว ก่อนที่ไตจะวาย ผลจากการกินยารักษาโรคบัวหวานจะทำให้น้ำตาลเกิดการค้างเยอะทำให้ร่างกายเกิดการสลายตัวเองให้เป็นพลังงาน สลายเนื้อเยื่อ สลายโปรตีนให้เป็นพลังงาน

#ผลผลิตจากการสลายโปรตีนให้เป็นพลังงานจะได้แอมโมเนีย และแอมโมเนีย ก็จะเป็นสารพิษที่ร้ายแรง หากไหลไปที่ตับ ตับจะวาย ไหลไปที่ไต ไตก็จะวาย ไหลไปที่ตา ตาก็จะบอด ไปที่เซลล์ เซลล์ก็จะเสื่อม เมื่อไปที่ไตปัสสาวะออกมา ฉี่จะมีกลิ่นฉุน ๆ ยาที่เป็นพิษและแอมโมเนียในร่างกายก็จะถูกขับออกที่ไต ทำให้ไตวายเพราะเหตุนี้เองคนไข้ที่เป็นโรคบัวหวานร่างกายทุกส่วนจะเสื่อมหมด เราจะรักษา ได้อย่างไร จะแก้อย่างไร


#วิธีแก้ก็คือการรักษาตามแบบของแพทย์วิธีพุทธ โดยให้แก้ที่ต้นเหตุ ให้ใส่เย็นลดร้อน เพราะต้นเหตุเกิดจากร่างกายมีสภาวะร้อนเกิน โดยใส่ในปริมาณที่พอดี ให้มีพลังชีวิตเต็มที่สุด เมื่อร่างกายเย็นลงร่างกายก็จะยอมเผาผลานน้ำตาลให้เป็นพลังงาน เพราะว่าร่างกายมีความเย็นที่จะดูดซับความร้อนออกได้ ร่างกายของคนเราก็คล้าย ๆ กับเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ก็มีร้อน มีเย็น ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน

#หากจะให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีก็ต้องมีความร้อนคือ น้ำมัน และเมื่อเครื่องยนต์มีการทำงานเครื่องก็จะร้อน แต่ก็จะมีความเย็นก็คือหม้อน้ำเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิของเครื่องยนต์ ให้ทำงานได้ตามปรกติ ร่างกายคนเราก็เหมือนกันกับเครื่องยนต์เมื่อร่างกายมีหม้อน้ำนั้นก็คือความเย็นร่างกายก็จะสามารถทำงานได้ตามปรกติ มีประสิทธิภาพ คงทนยาวนาน

#แต่หากมีการทำงานอย่างเดียวไม่มีหม้อน้ำเครื่องยนต์ก็จะพังเช่นกัน ดังนั้น ชีวิตคนก็ควรจะมีทั้งหยิง และหยาง ร่วมกันจะทำให้มีพลังงานแข็งแรง สามารถทำกิจการงานได้ และเซลล์ก็จะไม่เสื่อมง่าย อะไรคือร้อน ร้อนก็เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน โปรตีน ไขมัน จะให้พลังงาน สารหรือพลังงานที่อยู่ในผัก และผลไม่ฤทธิ์ร้อนก็จะให้พลังงาน สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นหยาง เป็นสิ่งที่ให้พลังงานแก่ร่างร่าง

#ส่วนสิ่งที่เป็นหยิง เป็นความเย็นก็คือธาตุ ต่าง ๆ พลังงานต่าง ๆ ที่อยู่ในผักหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็น เพราะฉะนั้นร่างกายของคนเราก็ต้องการทั้งร้อนและเย็น ในปริมาณที่พอดีร่างกายก็จะแข็งแรง คงทน ยาวนานเป็นธรรมดา


#แต่คนในยุคปัจจุบันนี้ใส่พลังความร้อนให้กับร่างกายมากว่าความเย็น เพราะฉะนั้นโรคที่เกิดขึ้นในยุคนี้ส่วนใหญ่ เกิดจากความร้อนที่เกินพอดี ทำให้ร่างกายเกิดความล้าและเป็นโรคต่าง ๆ ขึ้นมา หากมีการเติมสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปให้กับร่างกายโรคต่าง ๆ ก็จะหายได้


#ผู้ป่วยที่มีค่าน้ำตาลเพิ่มขึ้นในวันสุดท้ายก็อย่าพึ่งเป็นกังวล เพราะนั้นเป็นการกวาดพิษของร่างกายโดยร่างกายจะมีกวาดพิษทิ้งออกทางปัสสาวะ ทางที่ต่าง ๆ ของร่างกายและน้ำตาลก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเองโดยให้ดูจากพลังชีวิตของเราเป็นหลัก หากมีพลังชีวิตดีก็ไม่ต้องเป็นกังวล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเราไมไม่กินยาหรือทิ้งยาไปเสียทีเดียว

#หากคนไข้รายได ที่ไม่กินยาแล้วพลังชีวิตตก เช่นความดันในสมองขึ้นมากจนเกินไปก็ให้กินยาไว้ก่อนอย่าทิ้งเสียทีเดียว หรือน้ำตาลมากเกินไปเป็นต้น แต่ก็ให้ดูที่พลังชีวิตเป็นหลักหากน้ำตาลนั้นทำให้พลังชีวิตตกเส้นเสือดในสมองอาจจะแตกได้ก็สามารถกินยาเพื่อเป็นการควบคุมไว้ก่อนเพราะเมื่อเรากินยาแล้วรู้สึกว่ามีความสบายมากว่าก็ให้กินยาได้เช่นกัน

#แต่ก็ให้ทำพร้อม ๆ กับการถอนพิษร้อนควบคู่กันไปด้วยพอเริ่มสดชื่นขึ้น พลังชีวิตดีขึ้น อย่างนั้นจึงค่อยเริ่มลดยาที่กินลง ทุกอย่าง ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นไปเองโดยที่ไม่ทำร้ายคนไข้มากไป โรคทุกอย่างหากเรามีพลังชีวิตดีก็ไม่ต้องไปสนใจค่าต่าง ๆ ที่ขึ้นมาให้เราสนใจในพลังชีวิตของเราเองว่าเป็นอย่างไรแล้วจึงเลือกวิธีที่จะนำมาใช้ไห้เกิดประโยชน์สูงสุด

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา  เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2

โรคไขมันในเส้นเลือดสูง





#โรคไขมันในเส้นเลือดสูง
เกิดจากภาวะร้อนเกินถ้าร่าง
การร้อนมาก ๆ ร่างการก็จะไม่ยอมเผาไขมันทิ้ง เพราะการเผาไขมัน 1กรัม จะให้ความร้อน 9 กิโลแคลอรี่ เพราะถ้าร่างกายร้อนมาก ๆ และร่างการเผาไขมันทิ้งมันจะทำให้ร่างกายร้อนขึ้นอีกจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมขึ้นไปอีกไขมันก็เลยอุดตันตามเส้นเลือด

#และก็อุดตันตามเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายไขมันจะมีการอุตั
นไปทั่วในร่ายกาย ก็ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวกเซลล์ก็แย่ตามเลือดลมไหลเวียนไม่สะดวกทำให้เซลล์เสื่อมตายเมื่อของเสียออกไม่ได้ก็ทำให้เผาตัวเองตาย ของดีไม่สามารถเข้าได้ ของเสียก็ไม่สามารถออกได้ร่างกายก็แย่

#ในขณะที่ของเสียออกไม่ได้มันก็ทำให้ร่างกายหมดสภาพ ในทางแพทย์วิถีพุทธมีการแก้
อย่างไร การแก้ก็เหมือนกันกับการแก้ของโรคบัวหวาน คือการใส่เย็น และลดความร้อนลง หรือ การใช้ตามหลักการของยา 9 เม็ด พอร่างกายเย็นลงก็ทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลานไขมันในร่างกายขึ้น โดยการเปลี่ยนไขมันในร่างกายให้เป็นพลังงานแทน

#ส่วนของเสียที่เกิดจากการเ
ผาผลานไขมันก็เปลี่ยนเป็นพลังงานแทนความเย็นก็เปรียบเสมือนหม้อน้ำที่แต่ถ้าเมือใดร่างกายมีหม้อน้ำ ไขมันก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ และก็พอดีในที่สุด การเผาในแบบแพทย์วิถีพุทธจะทำให้ร่างกายไม่เกิดความอ่อนเพลีย รู้สึกสบาย ส่วนใหญ่ไขมันจะลดลงภายใน7 ถึง 10 วันถ้ามีการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดและจะเริ่มเด่นชัดขึ้น

#หากปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด แต่หากไม่เคร่งครัดก็จะใช้เ
วลาประมาณ 1 เดือน ไขมันก็จะค่อย ๆ ลดลง แต่มีข้อสังเกตอยู่ที่ว่าทำไม่โรคไขมันถึงลงช้ากว่าโรคเบาหวาน และ โรคความดัน เพราะโรคเหล่านี้จะใช้เวลา 3- 5 วันเสียส่วนใหญ่ โดยค่าร่วม แต่ ทำไม่ เพราะเบาหวาน 1กรัมของน้ำตาล จะให้ความร้อน 4 กิโลแคลลอรี่ร่างกายจะเลือกลดตัวที่ร้อนน้อยนี่ก่อน เลือกเผาผลาญน้ำตาลก่อน

#เพราะการเผาผลผลานน้ำตาลไม
่ร้อนมากพอร่างกายเย็นได้ที่ร่างกายก็จะเลือกเผาผลานตัวที่มีความร้อนเยอะก็คือไขมันเพราะฉะนั้นไขมันจะลงทีหลังส่วนน้ำตาลจะลดก่อน แล้วก็ยาลดไขมัน หากใครกินยาลดไขมัน การกินยาลดไขมันเพื่อที่จะสะลายไขมันเป็นการระเบิดตัวเองก็นั้นเอง การกินยาจะทำให้ได้ผลข้างเคียงของยาและก็ไม่ได้มีประโยชน์กับร่างกายเลย เป็นการฆ่าตัวตาย

#การกินยาลดไขมันจะมีผลข้างเคียงมากกว่าการกินยาลดน้ำตาลอาจจะทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว อะไรต่าง ๆ สารพัดเรื่อง เพราะว่า มันให้ความร้อนมากกว่า เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจะเ
ป็นต้องไปกินยาลดไขมันเลย

#แต่ก็มีข้อสังเกตอยู่ว่าทำไมการกินน้ำย่านางอย่างเดียวสามารถทำให้ไขมันลดลงได้ บางคนไม่สามารถทำยาเม็ดอื่น
ได้เลย ได้แต่การกินน้ำย่านางอย่างเดียว ก็สามารถทำให้ไขมันลดลงได้ เพราะอย่างน้อยก็ได้มีการใส่หม้อน้ำให้กับร่างกาย ร่างกายก็มีปฏิกิริยาในการเผาไขมันทิ้งได้ตามปริมาณหม้อน้ำที่มี นี้คือกลไก ของการลดลงของไขมัน และเป็นการลดโดยธรรมชาติ

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิ
ถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา: เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2