วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โรค SLE


#โรค S L E
เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันตัวเองทำร้ายตัวเอง เม็ดเลือดขาวตัวเองทำร้ายตัวเอง เป็นภูมิคุ้มกันบกพร่องโดยที่ภูมิคุ้มกันตัวเองทำร้ายตัวเอง เหตุเกิดจากความร้อนในร่างกาย เมื่อร่างกายมีพิษร้อนที่มาก พิษร้อนก็เผาให้เนื้อเยื่อนั้นผิดรูป พอมีการเผาให้เนื้อเยื่อนั้นผิดรูป

#ทำให้ร่างกายมีการเข้าใจผิดว่าเนื้อเยื่อนั้นไม่ใช่เซลล์ของตนเองเข้าใจว่าเป็นเซลล์ที่ผิดปรกติ ทำให้เม็ดเลือดขาวไปกินเซลล์นั้นๆ พอไปกินก็ทำให้เซลล์นี้แตกก็กล้ายเป็นพลังงานความร้อน พอกลายเป็นความร้อนก็ทำให้คนไข้เป็นภูมิแพ้เรื้อรัง จะตุ่ม มีผื่นคันขึ้น หายใจไม่ออก เหนื่อย อ่อนเพลีย ใบหน้าแดง ไปหมด และจะเป็นภูมิแพ้สารพัดรูปแบบ นี้คือโรค S L E

#แต่เมื่อคนไข้มารับการรักษาและปฏิบัติตัวตาม ยา 9 เม็ด อาการดังกล่าวก็หายไปจากที่เคยกินยาอยู่ตลอดก็สามารถหยุดยาได้

#การรักษาก็แค่ถอนพิษร้อนออ ร่างกายก็ไม่มีความร้อนไปเผาเนื้อเยื่อให้ผิดรูป พอเนื้อเยื่อไม่ผิดรูปเม็ดเลือดขาวก็ไม่ไปกินทุกอย่างก็จะปรกติเพราะว่ามันเป็นเนื้อเยื่อปรกติ อาการก็จะหายไปเอง แม้แต่กระทั่งโรคทารัสซิเมีย โรคโลหิตจาง ก็เช่นกัน

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา เพจหมอเขียว ตอบปัญหากายใจ 2

***********************************************
ดูแลตามแนวแพทย์วิถีธรรม ศึกษาตามลิงค์ด้านล่าง

ข้อมูลแพทย์วิถีธรรม เทคนิคการดูแลสุขภาพ 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) (คลิ๊ก)
ที่มาของยา 9 เม็ดคืออะไร (คลิ๊กอ่าน)
สาเหตุของการเกิดโรคตามหลักการแพทย์วิถีธรรม (คลิ๊ก)
บรรยายวิเคราะห์โรค SLE (คลิ๊ก)


แนะนำอาหารปรับสมดุล 

กรณีศึกษา แชร์ประสบการณ์ผู้ป่วย SLE (คลิ๊ก) 


วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โรคไต




#ไตวาย เกิดจากร่างกายร้อนมากๆ แล้วร่างกายระบายพิษร้อน ไประบายที่ไต สังเกตุง่าย ๆ เวลาปัสสาวะจะร้อนมาก เมื่อไตร้อนความร้อนจะเผาไตให้เสียสภาพ ผิดรูปไม่ทำงาน ก็วาย

#วิธีแก้โรค
ทำให้ไตเย็นลง ให้กินผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย
็น สมุนไพรฤทธิ์เย็น อาหารฤทธิ์เย็น ผักใบเขียว ผลไม้ฤทธิ์เย็นก็จะไปซ่อมสร้างไตให้ฟื้นขึ้นมา ระบายพิษร้อนออกใส่เย็นเข้าไป พอใส่เย็นเข้าไปไตก็จะฟื้นทำงาน ตามปกติ ไตก็แข็งแรง ตามหลักพุทธศาสตร์ที่ว่า ชีวิตกอร์ปก่อมาด้วยสมดุลร้อน-เย็น

#คนไข้ไตต้องระวัง 2 อย่างคือ
1 บางครั้งมีภาวะ แบบร้อนอย่างเดียว
ให้แก้ด้วยการ ใส่เย็นอย่างเดียวเข้าไปไตก
็จะฟื้น
2 บางคนมีภาวะร้อน –หนาว ผสมกัน
ต้องใช้ ร้อนเย็นปรับกินพร้อมกัน

#คุณหมอแผนปัจจุบันมักจะบอกว่าห้ามกินผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผักใบเขียวเพราะมีโ
ปรแตสเซียมเยอะ พอห้ามกินก็คือห้ามกินยารักษาโรค ถ้าไม่กินก็ไม่ได้กินยา ผักผลไม้มี ทั้งชนิดที่กินได้และกินไม่ได้

1.ถ้ากินผักผลไม้ร้อน จะมีโปรแตสเซียมร้อน ไตจะวายหนักเร็ว ตายเร็ว
2.ถ้ากินผักผลไม้เย็นจะมีโป
รแตสเซียมเย็น


#คุณหมอแผนปัจจุบันจะเห็นแต่ว่าผู้ป่วยกินผักผลไม้แล้วส่วนมากอาการแย่ โดยไม่ดูว่าเป็นผักผลไม้ฤทธ
ิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็นก็จะห้ามไม่ให้กิน เลย เพราะมีโปรแตสเซียมเยอะ ในความเป็นจริงแล้วร่างกายต้องการโปรแตสเซียมตลอดเวลา และควรเป็นโปรแตสเซียมเย็น ที่ล้นเกิน คือ โปรแตสเซียมร้อน จึงห้ามกินผักผลไม้ฤทธ์ร้อน แต่ผัก ผลไม้ฤทธิ์เย็นทานได้

#ร่างกายต้องการโปรแตสเซียมไปช่วยในกระบวนการโซเดียมโปรแตสเซียม ปั้มของหัวใจ (โปรแตสเซียมมีความสำคัญในก
ารส่งกระแสประสาท และการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยทำงานร่วมกับแคลเซียมและโซเดียม

#มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และทำหน้าที่ในการเผาผลาญสา
รอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยช่วยในการเปลี่ยนกลูโคสให้ เป็นไกลโคเจน เพื่อสะสมคาร์โบไฮเดรตไว้ที่เซลล์) รวมทั้งเซลล์อื่นๆ ก็ต้องการโปรแตสเซียม ร่างกายที่ร้อน ต้องการโปรตัสเซียมเย็น เมื่อใส่เข้าร่างกาย ทางโปรแตสเซียมเย็นจะขับโปรแตสเซียมร้อน ออกไปเอง

#ห้ามกินโปรตีน ร้อน
เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตมีพลั
งงานความร้อน มากแล้ว จึงควรงดโปรตีนกลุ่มร้อนเพราะให้พลังงานความร้อนมาก โปรตีนฤทธิ์เย็น ทานได้ แต่ก็ไม่มากให้ดูสภาพร่างกายด้วย

#วิธีตรวจว่าต้องการโปรตีนไหม ให้ต้มถั่วเขียว ไม่ใส่น้ำตาล ใส่แก้ว จับไว้ แล้ว เอาก้อนดินใส่ถุง มือหนึ่งจับแก้ว อีกมือยกถุงที่ใส่ดิน ถ้ามีพลังยก แสดงว่ากินโปรตีนฤทธิ์เย็นไ
ด้ ถ้าไม่มีพลัง แสดงว่ากินไม่ได้ เนื่องจากพลังงานโปรตีนยังเยอะอยู่

#ดังนี้บางจังหวะต้องหยุดโปรตีนเย็น บางจังหวะ สามารถกินโปรตีนเย็นได้ ขึ้นอยู่กับอาการ ณ เวลานั้น ๆ
หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง
ต้องพิจารณาสังเกตุอาการและเลือกใช้อาหารเป็นยารักษาโรคให้เหมาะสมกับตนเอง ณ เวลานั้น ๆ

ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)
กันยายน ๒๕๕๕
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิ
ถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม



ที่มา เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ 2 คำตอบที่ 43
 

***************************************
แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการศึกษา (คลิ๊กดูตามรายการด้านล่าง)
ข้อมูลแพทย์วิถีธรรม เทคนิคการดูแลสุขภาพ 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด)
ที่มาของยา 9 เม็ดคืออะไร 
สาเหตุของการเกิดโรคตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 
บรรยายวิเคราะห์โรคไตวาย
แนะนำอาหารปรับสมดุล 


แชร์ประสบการณ์ผู้ป่วยโรคไต (คลิ๊ก) 


กรณีศึกษาไตวาย ดูแลด้วยแพทย์วิถีธรรมเทคนิค ๙ข้อ
๑.เฟชบุ๊คกาฬสินธุ์
#แบบอย่างของการดูแลสุขภาพด้วยเทคนิค 9 ข้อ ของแม่โกฏเป็นไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบันได้ปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตและเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพด้วยสิ่งประหยัด เรียบง่าย พึ่งตน แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ปัจจุบันเป็นจิตอาสาจังหวัดกาฬสินธุ์และ มาช่วยบำเพ็ญที่ค่ายสวนป่านาบุญ 1 อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร พร้อมด้วยครอบครัวเสมอๆ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=362638854095541&id=302781186747975

๒.#รพ.สต.ท่าไคร้ ต.บึงชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
(คลินิกฟื้นฟูไตด้วยการแพทย์วิถีธรรม)หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพการแพทย์วิถีธรรมตำบลบึงชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ด้วยการฝึกฝนการพึ่งตน เรียบง่าย ใช้สิ่งใกล้ตัว แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
กลอนลำยา 9 เม็ด ประกอบภาพกิจกรรม
เครือข่ายแพทย์วิถีธรรมกาฬสินธุ์
https://youtu.be/aKMZE5N1_uk

๔.กรณีศึกษาไตวาย จากยูทูป
1.ยายโกฏ ไตวายระยะสุดท้าย ดูแลตนเองด้วยการแพทย์วิถีธรรม
https://www.youtube.com/watch?v=2P22fBDhvQ8&t=58s



วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โรคมะเร็ง




#โรคมะเร็ง
คนตายด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับ 1 ของโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย แม้กระทั่งแพทย์เองหากเป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่ก็ตายเหมือนกัน แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่า ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ทั่วไป ไม่ได้ฉุกคิดว่า แพทย์เองนั้นเมื่อเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่ก็ยังเอาตัวเองไม่รอด แก้ปัญหาตัวเองยังไม่ได้ ตายด้วยมะเร็งเช่นเดียวกับประชาชน แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไปรักษากับคนที่เมื่อเขาเป็นมะเร็งแล้ว เขาก็ยังรักษาตัวเองไม่หาย

#สาเหตุที่แพทย์แผนปัจจุบันหรือผู้ป่วยมะเร็งไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้ เพราะว่ายังไม่รู้จักโรคนี้อย่างถ่องแท้ จึงทำให้ไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากมีความใจกว้างที่จะศึกษาเรียนรู้ข้อมูลข้อคิดเห็นจากศาสตร์อื่นเพิ่มเติมก็จะเข้าใจมะเร็งได้ชัดขึ้น

#มะเร็งเกิดได้อย่างไร ตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ

(บุญนิยม) เชื่อว่า มะเร็งเกิดจากความไม่สมดุล และยุคนี้ส่วนใหญ่ เป็นความไม่สมดุลแบบร้อนเกินด้วย ต้นเหตุ ๙ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดทุกโรค รวมถึงมะเร็งด้วย ได้แก่
1. มีความเครียด
2. กินอาหารไม่ถูกหลัก
3. กายบริหารไม่ถูกต้อง
4. รับแต่มลพิษ
5. แก้พิษไม่เป็น สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอิเลคทรอนิคส์ เกินความสมดุล

#สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดสภาวะร้อนเกินในร่างกายเมื่่อมีความร้อนเกิดขึ้นก็มีกลไกลอยู่ตัวหนึ่ง คือ เมื่อมีความร้อนอยู่มาก ๆ ก็จะมีการเผาเนื้อเยื่อให้แข็ง แข็งคล้าย ๆ กับเนื้อที่เราเอาไปต้ม หรือเอาไปย่าง เนื้อต่าง ๆ เมื่อโดยความร้อนจะมีความแข็งขึ้น จากเนื้อนิ่ม ๆ เมื่อโดนความร้อนก็จะแข็งขึ้้น โดยสัจจะเมื่อมันแข็งขึ้น เมื่อมันเผาถึงรอบหนึ่งเลือดลมก็จะไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงเซลล์ไม่ได้ อาหารเข้าไม่ได้ ของเสียออกไม่ได้เซลล์ตัวนั้นก็จะแข็งแล้วก็ตาย พอเซลล์จะเริ่มเสื่อมแล้วก็ตายก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้

#เพราะเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ เมื่อไหลเวียนไม่ได้ร่างกายก็จะมีกลไกผลิตเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนพอผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่ความร้อนก็ยังอยู่เหมือนเก่า ในเมื่อความร้อนยังอยู่เหมือนเดิมเซลล์ที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ๆ ยังไม่ทันแข็งแรงดีก็จะถูกเผาให้แข็งอีก และถูกแปะไว้อีก ด้วยความร้อนที่มีอยู่พอถูกเผาก็แข็งแปะไว้อีกร่างกายก็จะผลิตเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก อยู่อย่างนี้ก็ทำให้เนื้อเยื้อตรงจุดเดิมมีการงอกออกมาเรื่อย ๆ โตขึ้น ๆ จึงกลายเป็นเนื้องอก

#แต่ถ้ามันงอกไม่หยุดงอกอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นมะเร็ง หรือใครที่กินอาหารร้อน ๆ แต่ร่างกายทำการขับความร้อนออกไปไม่หมดความร้อนนั้นก็จะไปกองกันนานเข้า ๆ ก็จะกลายเป็นมะเร็ง ของผัดของทอดจะเป็นอาหารที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ดีมากทีเดียว คนที่ไม่มีความสมดุลในร่างกายมีแต่การซับพิษเข้าร่างกายตลอดเวลาก็จะทำให้มีก้อนตามที่ต่าง ๆ ตามร่างกาย แต่ถ้าเราไม่เครียด ไม่เร่งผลมากจนเกินไปและเร่งภาคเพียรปฏิบัติ การหายก็จะเร็วขึ้น ก้อนต่าง ๆ

#เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย 2 ปัจจัย คือ
1. ธาตุอาหารที่ร่างกายไม่รับแล้วร่างกายก็จะทำการขับสิ่งเหล่านี้ไปกองไว้ที่ใดที่หนึ่งทำให้เกิดการเผาให้แข็ง
2. เนื้อเยื่อที่มันแข็งตาย การที่มีไขมันเกินในร่างกายมากจนร่างกายขับไขมันเหล่านั้นไปกองอยู่ในร่างกายที่ใดที่หนึ่งก็จะกลายเป็นก้อนมะเร็งได้

#พ่อท่านเล่าให้ฟังว่าจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย อุตุ พีชะ จิตตะ กรรมมะ ชีวิตมนุษย์นี้ประกอบด้วย 5 ส่วน แต่ส่วนที่เป็นร่างกายนี้มันคือพีชะ โดยธรรมชาติของพืชก็จะรับเอาสารที่มันต้องการเท่านั้นส่วนสารที่มันไม่ต้องการก็จะไม่เอา หากเราใส่สิ่งที่มันต้องการเข้าไปมันก็จะรับแล้วดูดเข้าไป แต่สารบางอย่างที่ มันไม่ต้องการก็จะไม่ดูดไม่รับเข้าไป

#ซึ่งสิ่งที่มันไม่ต้องการก็จะค้างเอาไว้และขับออก ๆ ไปกองเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง เมื่อมีมากขึ้นก็ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวกและไป

เบียดเนื้อเยื่อ ก็เลยทำให้เนื้อเยื้อนั้นตาย ทำให้ร่างกายผลิตเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทน เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ การที่เรามีธาตุอาหารที่ร่างกายไม่รับมีมากจนเกินไปแล้วกองรวมกันไม่สามารถถ่ายเทออกได้ และ เนื้อเยื้อที่มันแข็งตาย ที่ถูกเผาตายอยู่เรื่อย ๆ กองรวมกัน นาน ๆ เข้าก็จะทำให้กลายเป็นมะเร็

#ส่วนมะเร็งอีกแบบหนึ่ง คือร่างกายร้อนมากแล้วร่างกายไม่สามารถผลิตเนื้อเยื้อขึ้นมาแทนได้ความร้อนนั้นได้เผาเนื้อเยื้อนั้นให้เปื่อยจนเน่าไปเรื่อย ๆ จนเหม็น
#มะเร็งอีกแบบหนึ่งคือ ความร้อนได้เผาเนื้อเยื่อนั้นให้ผิดรูปไปก็จะเป็นมะเร็งอีกแบบหนึ่ง

#แต่การแก้ก็เหมือนกันทั้งสิ้นนั้นก็คือการที่ต้องถอนพิษร้อนนั้นออก ด้วยยา 9 เม็ดตามแบบแพทย์วิถีพุทธ หากเราถอนพิษร้อนด้วยยา 9 เม็ด อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า เช่น เรากินน้ำคลอโรฟิลด์ หรือการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น อะไรต่าง ๆ แต่หลักการใหญ่ที่เรารู้ก็คือร่างกายมีความร้อนมากเกินไป

#เราก็ใส่ความเย็นเข้าไปเพื่อที่จะไปลดความร้อนลงสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือร่างกายเย็นลงเช่นหากเรากินน้ำคลอโรฟิลด์เข้าไปความเย็นก็จะเคลื่อนเข้าไปที่เซลล์ความร้อนก็จะเคลื่อนออกมาตามหลักการเคลื่อนของพลังงาน ทำให้เซลล์เย็นลงมันจะเกิดผลอยู่ 3 เรื่อง คือ   1) เซลล์เย็นลง 

2) เซลล์จะอ่อนตัวจากเซลล์ที่แข็งมันจะอ่อนตัวลงเป็นไปตามสัจจะของมัน เช่น หากเราทำงานมาก ๆ กล้ามเนื้อก็จะร้อนแข็งแกร่งค้างร้อน หรือหากเรามีความเครียดมาก ๆ จะเห็นได้ว่าบริเวณบ่า และคอ มีความแข็งก็เพราะความร้อนเผานั้นเอง

#แต่พอเราผ่อนคลายไม่เครียดความตึงแข็งต่าง ๆ ก็จะลดลง คลายตัวลง

 3) เม็ดเลือดขาวจะแข็งแรงขี้นเพราะว่าเม็ดเลือดขาวนั้นไม่ถูกความร้อนเผาก็จะแข็งแรงขึ้น เมือใดที่เม็ดเลือดขาวแข็งแรงมันก็จะไปโอบสลายเซลล์มะเร็งซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเม็ดเลือกขาวในการสลายเชื้อโรค สลายเซลล์มะเร็ง อยู่แล้วที่จะทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย โดยขบวนการฟาโตซีส เม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่าแมคโครฟาด

#โดยการเข้าไปโอบเซลล์มะเร็งแล้วหลั่งสารทำลายเซลล์มะเร็งออกมาแล้วส่งเซลล์เหล่านั้นโดยแปรสภาพเป็น ขอเสียต่าง ๆ เช่นเป็นน้ำเมือก เป็นน้ำเหลือง เป็นขี้ไคล เป็นอุจจาระ เป็นปัสสาวะ ขี้หู ขี้ตา     ขี้จมูก ขี้ปาก ทุก ๆ อย่าง ในร่างกาย ทางระบายพิษปกติของร่างกาย จะระบายสารพัดทิศทางที่สามารถระบายได้ พอพิษสามารถระบายออกได้เซลล์มะเร็งก็จะเล็กลง ๆ สุดท้ายมะเร็งก็หายไปในที่สุ

#เราจึงพบคนไข้มากมายที่มารักษาในแบบนี้พบว่าเนื้อที่เป็น        ก้อนแข็ง ๆ จะอ่อนตัวลง ยุบตัวลงเล็กลงจากก้อนแข็ง ๆ มันอ่อนตัวลง มันยุบลงเราเจอคนไข้จำนวนมากที่ปฏิบัติตัวแล้วเกิดผลทีดีขึ้น ภายในระยะเวลา 5 วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้จึงทำให้เราพบว่ามะเร็งสามารถทำให้หายได้หากคุณทำได้ถูกต้อง
 

#บางท่านอาจสงสัยว่าก่อนที่จะมารักษาเหตุใดเม็ดเลือดขาวถึงไม่ไปกินเซลล์มะเร็ง ก็จะมีเหตุผลอยู่ 3 เรื่อง                                              1) ร่างกายร้อน 
2) เนื้อเยื้อมีความแข็งมากเกินไป 
3) ตัวเม็ดเลือดขาวเองก็ไม่แข็งแรงพอที่จะทำการโอบสลายเซลล์มะเร็งเพราะโดนความร้อนเผาอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ไม่มีกำลังพอที่สลายอะไรได้

#ส่วนจะเร็วจะช้าก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ๆ หากปฏิบัติได้ดีมากก็จะหายเร็วมาก มากปฏิบัติได้เท่าไหร่ก็จะหายเร็วเท่านั้น โดยปกติหมอแผนปัจจุบันไม่รู้วิธีที่จะทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง โดยที่หมอแผนปัจจุบันก็ทราบว่าเม็ดเลือดขาวเป็นตัวกินเซลล์มะเร็ง แต่แพทย์แผนพุทธรู้วิธีนี้ จึงทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งได้

#การแก้ไขโรคมะเร็งตามแนวทางของแพทย์แผนปัจจุบันคือการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด

# การผ่าตัดคือการผ่าตัดเอาเนื้อส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป แต่ก้อนมะเร็งไม่ได้เป็นตนเหตุของมะเร็ง แต่ต้นเหตุของมะเร็งนั้นคือพฤติกรรมการก่อมะเร็ง เพราะฉะนั้นหากมีการตัดเนื้อส่วนที่เป็นมะเร็งออกมะเร็งก็จะกลับมาโดยค่าเฉลี่ยภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากที่คุณตัดเนื้อส่วนนั้นไป นี้คือค่าเฉลี่ยนของหมอแผนปัจจุบันที่มีการเก็บข้อมูลกันมา แต่ปัจจุบันนี้มะเร็งจะกลับมาเร็วกว่า 5 ปี ด้วยซ้ำไป เมื่อตัดออกไปแล้วหมอมักจะให้คนไข้กินอาหารบำรุงร่างกายมาก ๆ ซึ่งนี้ก็ยิ่งทำให้มะเร็งกลับมาเร็วขึ้นไปอีก

#- การฉายแสง เขาจะตีกรอบและฉายแสงลงไป โดยใช้แสงกัมมันตภาพรังสี กัมมันตภาพรังสีส่วยใหญ่จะใช้ในการทำระเบิดปรมาณู แต่มีการนำแสงชนิดนี้มาฆ่าเซลล์มะเร็งเมื่อมีการฉายแสงลงไปเซลล์มะเร็วก็จะตายอย่างแน่นอนแต่พลังงานความร้อนมันไม่ได้อยู่กับที่โดยหลักปฏิบัติพลังงานความร้อนจะกระจายไปทั่วโดยคนไข้จะมีอาการออกร้อนไปทั้งตัว ปากเปื่อย ปากพอง ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ผมร่วง ดำไปทั้งตัว ไหม้ไปทั้งตัว

#นั้นแปลว่าความร้อนได้ขยายไปทั่งทั้งร่ายกาย แต่แพทย์พยายามบอกกับคนไข้ความมีการตีกรอบในการฉายแสงเอาไว้แล้ว ซึ่งนั้นไม่เป็นความจริงเลยโดยแพทย์และพยาบาลเองเมื่อเตรียมตัวจะฉายแสงก็จะหาที่หลบเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนแสงนั้น ๆ หากแสงนั้นไม่กระจายจริงอย่างที่แพทย์บอกทำไมทั้งแพทย์และพยาบาลไม่ยืนอยู่เป็น     เพื่่อนคนไข้ด้วยกัน

#เพราะแพทย์เองก็ทราบว่าแสงนั้นไม่อยู่กับที่มันจะกระจายไปทั่วบริเวณ และกระจายไปทั่วตัวคนไข้ด้วยเช่นกัน ในศูนย์มะเร็งจะเต็มไปด้วยแสงที่เป็นอันตราย แม้กระทั้งเจ้าหน้าที่ศูนย์มะเร็งเองก็ป่วยเยอะมากป่วยด้วยโรคที่มีมีสภาวะร้อนเกินเช่น ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ความดัน มะเร็ง หรือไทรอยเป็นพิษ เป็นต้น

#- การทำเคมีบำบัด คือ การฉีดสารพิษเข้าไป ซึ่งสารพิษนั้นมีฤทธิ์ร้อน ซึ่งมีฤทธิ์ร้อนมากขนาดทำให้เส้นเลือดไหม้จนดำ ออกร้อนตามเนื้อตัว บางคนออกอาการปากเปื่อย ปากผอม ผมร่วง คลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว ดำไหม้ไปทั้งตัว สารพัดที่จะทรมาน ทุรนทุราย เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเช่นนั้น มันร้อนมากเพราะเขาหมายต้องการฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย ใช้ความร้อนมากขนาดนี้ โดยมีการออกกฎ ระเบียบมาว่า ห้ามให้คนผสมยานั้น เป็นผู้ฉีดยา ต้องแบ่งกันทำงาน

#โดยมีคนหนึ่งผสมยา และมีอีกคนหนึ่งเป็นผู้ฉีดยา เพื่อว่าจะได้มีการกระจายพิษกันออกไป คนละเล็กคนละน้อย แต่คนที่ได้รับพิษมากที่สุดก็คือคนที่โดนฉีดยา โดยแพทย์หมายที่จะนำความร้อนนั้นไปฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย แต่คุณคิดหรือไม่ว่า พลังงานหรือยาที่เข้าไปจะ  เข้าไปฆ่าแต่เฉพาะเซลล์มะเร็งอย่างเดียว ความจริงก็คือ มันเข้าไปทำลายทุกเซลล์ด้วย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว

#เซลล์เม็ดเลือดขาวจะลดลงมากมาย ตายเกือบหมด และจะเกิดอะไรขึ้นสำหรับคนที่ฉายแสงและทำเคมีบำบัด แสงและเคมีบำบัดมันร้อนมากร้อนขนาดอย่างที่ว่าสามารถทำให้คนตายได้ บางครั้งการฉีดยาครั้งเดียวก็สามารถทำให้คนตายได้ในบางคน หรือร้อนขนาดที่นำมาทำระเบิดฆ่าคนให้ตายได้หลายล้านคนในเวลาเดียวแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ จะเกิดมะเร็งใหม่ที่ร้ายกว่าเกิดในอีกไม่นาน

#หลังจากที่คุณฉายแสงและเคมีบำบัดเพราะว่าพิษร้อนที่ใส่เข้าไปใหม่นั้น ที่หมายจะฆ่าเซลล์มะเร็งนั้นให้ตายเป็นพิษร้อนที่ดุร้ายยิ่งกว่าพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งเสียอีก ร้ายกว่าเดิมหลายหมื่นเท่าก็ว่าได้ เพราะว่าการกินอาหารเป็นพิษนั้นไม่ได้ทำให้ตายในทันที แต่การโดยเคมีนั้นสามารถทำให้ตายได้ในทันที เพราะฉะนั้นมะเร็งที่จะเกิดขึ้นใหม่ก็จะร้ายกว่าเกิดเพราะพิษที่ใส่เข้าไปนั้นร้ายกว่าเกิดหลายเท่าตัว

#และอีกอย่างหนึ่งพิษเก่าที่่มีอยู่ก็ไม่ได้มีการแก้ไข หนำซ้ำยังมีการเพิ่มพิษใหม่เข้าไปอีก และพฤติกรรมก็มีการทำอยู่เหมือนเก่า ทำให้มีการเกิดพิษขึ้นเป็น 2 เท่า ถามว่าทำไมถึงเกิดมะเร็งใหม่ ก็เพราะว่า    1) ต้นเหตุที่ทำให้เกิดมันร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม

2) เม็ดเลือดขาวมันถูกฆ่าจากการทำเคมีบำบัดและฉายแสง ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่กินชื้อโรคในร่างกาย กินเซลล์มะเร็ง

#คุณต้องการรักษามะเร็งแต่ตัวคุณกลับไมฆ่าสิ่งที่รักษาตัวที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง แล้ว จะถือเป็นการรักษาได้อย่างไร แม้กระทั่งตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ การผ่าตัดยังพอรับได้เพราะไม่มีการใส่พิษเพิ่มเข้าไปในร่างกาย

3) ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในต่างกายตายไปด้วย เพราะการฉีดยาเข้าไปได้มีการทำลายเซลล์ในร่างการเพิ่มขึ้น

#เมื่อเซลล์หลายส่วนในร่างกายตายลงไป ธรรมชาติของเซลล์ ร่างกายมนุษย์เวลามันตายไปก็จะมีเม็ดเลือดขาวคอยทำลายเซลล์ที่ตาย เพราะฉะนั้นร่างกายมนุษย์ทุกคนนั้นมีเซลล์มะเร็งอยู่แล้ว เซลล์ของคนเรานั้นผิดปรกติอยู่ตลอดเวลา หากคนเรามีเม็ดเลือดขาวที่ไม่แข็งแรงแล้วไซร้มะเร็งก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

#แต่ในกรณีนี้มันต่างกันเพราะเซลล์ได้มีการถูกทำลายโดยเคมี เมื่อเซลล์หลายส่วนในร่างกายตายลงก็ไม่มีเม็ดเลือดขาวไปกินมะเร็ง มะเร็งใหม่ที่เกิดจากการเผาของเคมีที่ผิดรูปกว่าเดิมเม็ดเลือดขาวก็มีมีปัญญาไปกินก็เลยทำให้มะเร็งแบบเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วก็ยังคงอยู่ที่เพิ่มมะเร็งใหม่ ขึ้นมาอีก ทำให้รักษายากที่สุด หรือไม่สามารถรักษาได้อีกเล

การพิจารณาการผ่าตัดกรณีมีเนื้องอกหรือเนื้อร้ายในร่างกาย
1. ตัดเพื่อลดความปวด ความทุกข์ทรมานที่มีมาก
2. ตัดเพื่อช่วยบรรเทาอาการเช่น ลำไส้อุดตันมากถ่ายไม่ได้
3. ตัดเนื่องจากเกิดอวัยวะสำคัญอาจเกิดอันตราย เช่นเนื้องอกในสมอง 


ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา:  
เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2 คำตอบที่61 โรคมะเร็ง
 เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ ๒ คำถามที่ 71

***************************************
แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการศึกษา (คลิ๊กดูตามรายการด้านล่าง)
ข้อมูลแพทย์วิถีธรรม เทคนิคการดูแลสุขภาพ 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด)
ที่มาของยา 9 เม็ดคืออะไร 
สาเหตุของการเกิดโรคตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 
บรรยายวิเคราะห์โรคมะเร็ง ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
แชร์ประสบการณ์ จาก นพ.ชัยพร กันกา อดีต ผอ.ศูนย์โรคมะเร็ง จ.ลพบุรี 
แนะนำอาหารปรับสมดุล 

แชร์ประสบการณ์มะเร็ง


แชร์ประสบการณ์มะเร็งลำไส้
แชร์ประสบการณ์มะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย กรณีศึกษาที่ 1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ กรณีศึกษาที่ 2

แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม กรณีศึกษาที่ 1 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม กรณีศึกษาที่ 2 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเต้านม กรณีศึกษาที่ 3 
 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งปากมดลูก

แชร์ประสบการณ์มะเร็งมดลูก กรณีศึกษาที่ 1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม กรณีศึกษาที่ 2 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ระยะที่ 3 กรณีศึกษาที่ 3 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งปากมดลูก กรณีศึกษาที่ 3 


แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อลูกหมาก
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมลูกหมาก กรณีศึกษาที่1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ 4 กรณีศึกษาที่ 2 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง กรณีศึกษาที่ 1
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้น 3 กรณีศึกษาที่ 2  
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะ 4 กรณีศึกษาที่ 3
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง กรณีศึกษาที่ 4 
แชร์ประสบการณ์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง กรณีศึกษาที่ 5 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งปาก
แชร์ประสบการณ์มะเร็งปาก กรณีศึกษาที่ 1

 แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
 แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ กรณีศึกษาที่ 1

แชร์ประสบการณ์มะเร็งถุงน้ำดี
แชร์ประสบการณ์มะเร็งถุงน้ำดี กรณีศึกษาที่ 1 

แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระดูกเชิงกราน
แชร์ประสบการณ์มะเร็งกระดูกเชิงกราน กรณีศึกษาที่ 1


โรคหัวใจขาดเลือด




#หัวใจขาดเลือด
เกิดจากความร้อนในปริมาณที่มากเผาน้ำในเลือดให้แห้งทำให้เลือดข้น และเส้นเลือดเกิดการตีบตันไม่มีน้ำไปขยายเส้นเลือด พอเลือดข้น เลือดก็ไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ จึงทำให้หัวใจขาดเลือด เกิดการเจ็บหัวใจแปล๊บปล๊าบ ๆ หากเป็นมาก ๆ ก็จะมีอาการร้าวไปที่แขนการแก้ก็ไม่ยากเพราะ

#ต้นเหตุเกิดจากการที่เรามีร่างกายร้อน พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ว่า หากอยากดับทุกข์ให้ดับที่เหตุ ในอริยะสัจ 4 บอกไว้ หากอยากดับทุกข์ก็ให้ดับที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ ในเมื่ออยากพ้นทุกข์ก็ต้องดับทุกข์ อยากดับทุกข์ได้ถาวรก็ให้ดับที่เหตุหากรู้ว่าทุกข์อยู่ที่ร้อนก็ให้ใส่เย็นเข้าไปความเย็นก็เข้าไปละลายลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดโตขึ้น

#พอหลอดเลือดโตขึ้นเลือดก็สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ ก็ทำให้หัวใจแข็งแรงเราก็จะหายจากโรคหัวใจขาดเลือด รวมไปถึงสมองขาดเลือดด้วยพวกที่สมองขาดเลือดเจอลิ่มเลือดที่นั้นที่นี่ก็ให้ใส่ความเย็นเข้าไปความเย็นก็จะไปละลายลิ่มเลือดได้เอง แต่หากกินยาสลายลิ่มเลือดจะไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรกินยาสลายลิ่มเลือด

#เพราะยาสลายลิ่มเลือดเป็นยาที่มีฤทธิ์ร้อนสังเกตได้จากการที่มีผลข้างเคียงเช่น มีผื่นขึ้น คลื่นไส้อาเจียนเลือดออกตามที่ต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นอาการร้อนเกินทั้งสิ้น ยาสลายลิ่มเลือดจะใช้ได้ผลดีที่เมืองหนาวอันเกิดจากอากาศหนาวมาก ๆ จะทำให้เลือดในร่างกายแข็ง

#เพราะฉะนั้นยาที่มีความร้อนจะสามรถสลายลิ่มเลือดได้แต่หากน้ำมาใช้ที่เมืองร้อนก็จะทำให้ร่างกายยิ่งร้อนเข้าไปอีกจึงไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ แต่หากมาทำรักษาตามแบบ แพทย์วิถีพุทธได้มีการรักษาโรคที่ตรงจุดจึงทำให้โรคต่าง ๆ หายได้ เบากายมีกำลัง

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา: เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2 คำตอบที่ 62 หัวใจขาดเลือด

******************************* 

โรคหัวใจโต




#โรคหัวใจโต
เกิดจากภาวะร้อนเกินเป็นหลักใหญ่ ร่างกายที่ใดหากมีความร้อนมาก และมีการระบายพิษไปที่หัวใจ แต่เมื่อพิษที่ส่งไปมีปริมาณที่มากจนเกินกว่าที่หัวใจจะสามารถระบายพิษออกไปได้หมดความร้อนนั้นก็จะเผาหัวใจให้ร้อนพอหัวใจร้อน ร่างกายก็จะมีกลไกช่วยหัวใจโดยร่างกายก็จะส่งน้ำไปดับไ

#เมื่อมีน้ำไปมาก ๆ ก็ทำให้หัวใจมีอาการบวมและโต พอบวมโตหัวใจก็จะโตทำให้เผาประสาทแต่เนื่องจากร่างกายรอนมาก ไม่มีน้ำส่งไปก็มีการส่งเลือดเข้าไป ส่งเม็ดเลือดขาวเข้าไป ส่งน้ำเหลืองเข้าไปแทน

#ทำให้มีอาการปวดบวมและแดง จึงทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดงและร้อน เมื่อเป็นมาก ๆ เข้าก็จะทำให้ติดเชื้อซ้ำเข้าไปอีก เพราะว่าเชื่อโรคเร่งขยายตัวจากอาการอักเสบธรรมดาก็เป็นการอักเสบแบบติดเชื้อ

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา:เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2

*************************************** 

 

โรคลิ้นหัวใจรั่ว



#โรคลิ้นหัวใจรั่ว
เหตุเกิดจากความร้อนเผาลิ้น
หัวใจจนผิดรูป จึงทำให้หัวใจรั่วหรือเผาจนทำให้หัวใจเกิดการบีบตัวเผื่อต้องการเผาพิษร้อนนั้นออกเมื่อมีการบีบตัวมาก ๆ ก็ทำให้เกิดความล้าและผิดรูปไปได้ในที่สุด มีคนไข้บางรายที่มารักษาแพทย์แผนปัจจุบันมีการนัดผ่าตัดหัวใจ แต่เพื่อคนไข้มาถึงที่นี้เราก็มีการพาคนไข้แก้ไขลมปราณ ถอนพิษร้อน

#พอคนไข้สามารถถอนพิษร้อนได คนไข้เองก็รู้สึกสดชื่นขึ้น
ตั้งแต่วันแรกที่มา พอถึงวันสุดท้ายคนไข้กลับบ้านไป 2 อาทิตย์ พอเข้าไปตรวจกับแพทย์แผนปัจจุบัน ผลการตรวจออกมาปรากฏว่าหัวใจเป็นปรกติดี ไม่ต้องผ่าตัดแล้วนี้

#แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขลมปราณทั้ง 6 เส้นนี้มีประสิทธิภาพมาก หากมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจก็
ให้เน้นเส้นหัวใจ กับเส้นปอดเป็นหลัก หากเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจให้แก้เส้นที่แขนทั้ง6 เส้นให้ดี ๆ ก็จะสามารถช่วยได้มากคนไข้ก็จะสามารถฟื้นได้เร็วโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัวแต่เป็นการผ่าด้วยลมปราณ

#การผ่าตัวหัวใจจะมีการผ่าใ
นกรณีที่เป็นโรคหัวใจที่มากเกินจนไม่สามารถรักษาตามแนวแพทย์วิถีพุทธได้ หรือไม่สามารถรักษาตามแนวธรรมชาติบำบัดได้ โดยมีการพยายามทำเต็มที่แล้วแต่ร่างกายก็ไม่ดีขึ้นได้ ก็อาจจำเป็นจะต้องมีการผ่าตัดตามแนวแพทย์แผนปัจจุบัน

#แต่มีตัวที่ชี้วัดว่าหัวใจสามารถฟื้นได้หรือไม่ก็คือ ให้ดูที่พลังชีวิตของคนไข้เ
องว่าตนเองมีพลังชีวิตดีหรือไม่ มีความสบายเบากายและมีกำลังหรือไม่แต่ในทางตรงกันข้ามหากเราทำทุกอย่างตามยา 9 เม็ด แล้ว

#แต่ร่างกายก็ไม่ดีขึ้นก็ให้คนไข้สามารถตัดสินใจ หรือ ทำตามใจของตนเองได้เลย หากมีความสมควรเราก็ไม่มีกา
รตีทิ้งแพทย์แผนปัจจุบันเสียทีเดียว แต่บางอย่างหากเราสามารถพึ่งตนเองได้ เราก็ควรจะทำก่อน

ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญกา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์วิ
ถีธรรม
วิชชาธิการบดี สถาบันวิชชาราม


ที่มา : เพจหมอเขียว-ตอบปัญหากายใจ2

**************************************
ศึกษาข้อมูลแพทย์วิถีธรรม เพิ่มเติมได้ที่ 
www.morkeaw.net